MICROCONTROLLER

วันพุธที่ 3 ธันวาคม พ.ศ. 2557

โรคตับแข็ง (Cirrhosis)

โรคตับแข็ง (Cirrhosis)
(รูป  ลักษณะของตับในสภาวะปกติและสภาวะ ตับแข็ง , http://depts.washington.edu)
            ในทางการแพทย์จะเรียกชื่อโรคตับแข็งว่า “Cirrhosis ” มาจากภาษากรีกว่า “scirrhus” ซึ่งแปลว่า สีส้ม หรือวีน้ำตาลอมเหลือง ( tawny ) ทั้งนี้ ผู้ที่เรียกชื่อสภาวะของโรค (ตับแข็ง) เป็นคนแรก ในปี ค.ศ. 1826 ว่า “cirrhosis”  คือ ท่านนายแพทย์ชาวฝรั่งเศส ชื่อ René Laennec จากการสังเกตเห็นสภาพตับของผู้ป่วยว่า ผิวตับในสภาพปกติสีน้ำตาลเปลี่ยนไปเป็นสีส้ม
                ในปี ค.ศ. 1816 ท่านนายแพทย์ Laennec เป็นผู้ประดิษฐ์เครื่องตรวจหูฟัง (stethoscope) เครื่องแรกของโลก ซึ่งถือเป็นเครื่องมือตรวจมาตรฐานอเนกประสงค์ของแพทย์ที่มีประโยชน์กว้างขวางและทันสมัยจนถึงปัจจุบัน

สาเหตุการเกิดโรค
                  ตับแข็งเป็นสภาวะตับที่เกิดแผลเป็นขึ้นหลังจากมีการอักเสบหรือบาดแผลบริเวณเนื้อตับเมื่อเนื้อตับที่ดีถูกทำลายลง จากการอักเสบหรือสาเหตุอื่นๆ เนื้อตับที่เหลือจะล้อมรอบ และทดแทนด้วยเนื้อเยื่อประเภทพังผืดเป็นผลให้เลือดที่ไหลผ่านตับถูกอุดกั้น ไหลไม่สะดวก และการทำงานของตับลดลง เนื่องจากเนื้อตับที่ดีเหลือน้อยลง  
                โรคตับแข็ง (Cirrhosis) เป็นโรคที่มีอาการทรุดหนักมาจากโรคตับชนิดอื่น เช่น โรคตับอักเสบ ซึ่งมีผลทำให้เซลล์ของตับบางส่วน ถูกทำลายกลายเป็นแผลในรูปพังผืด (fibrous scar) ทำให้ผิวตับภายนอกเป็นปุ่มๆ และมีสีส้มอมเหลือง มีผลทำให้ตับทำหน้าที่ผิดปกติ เช่น ไม่อาจแยกสลายสารบิลิรูบิน (ซึ่งมีสีเหลือง) ส่งผลให้เกิดการคั่งของสารภายในตับ ทำให้เห็นสีของตับเป็นสีเหลือง หรือส้ม

สาเหตุของโรคตับแข็ง มีสาเหตุมากมาย โดยสาเหตุนั้นๆ จะต้องทำให้ตับมีการอักเสบเรื้อรังนานเป็นปี จนทำให้เนื้อตับตายลง เกิดแผลเป็น มีเนื้อเยื่อพังผืดแข็งแทรกในตับ สาเหตุที่สำคัญที่พบในประเทศไทย คือ การติดสุราเรื้อรัง และการติดเชื้อที่มีสาเหตุจากไวรัสตับอักเสบชนิดบีและซีเรื้อรัง รวมทั้งยาสมุนไพรบางประเภท
1.             การติดสุราเรื้อรัง  แอลกอฮอล์ในสุราจะทำให้เกิดความ ผิดปกติของการใช้โปรตีน , ไขมัน และคาร์โบไฮเดรตในตับ ทำให้เกิดภาวะตับอักเสบจากสุราขึ้น และเมื่อเป็นนานๆ ก็จะเกิดภาวะตับแข็ง
2.             ไวรัสตับอักเสบบี ซี และ ดีโดยไวรัสตับอักเสบซี เป็นสาเหตุของตับอักเสบเรื้อรังและตับแข็ง
ที่สำคัญในประเทศญี่ปุ่นและสหรัฐอเมริกาส่วนไวรัสตับอักเสบ ดี จะเกิดเฉพาะในผู้ที่ติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบีอยู่ก่อนแล้วเท่านั้น  (ไวรัสดี ต้องอาศัยไวรัสบี ในการแบ่งตัว) พบมากในประเทศแถบทะเล
เมดิเตอร์เรเนียน เช่น อิตาลี
3.             ยา , สารพิษ และ พยาธิบางชนิดยาบางชนิดต้องใช้ติดต่อกันเป็นเวลานาน อาจทำให้เกิดภาวะตับอักเสบเรื้อรัง กลายเป็นตับแข็งได้ , ยาประเภทสมุนไพรบางชนิด เช่น ยาเม็ดใบขี้เหล็ก ซึ่งนิยมใช้เป็นยานอนหลับ ถ้ารับประทานในปริมาณที่สูงติดต่อกันเป็นเวลานาน ก็จะทำให้เกิดภาวะตับอักเสบเรื้อรังได้ , สารพิษบางประเภท เช่น สารหนู (arsenic) ก็ก่อให้เกิดพังผืดในตับได้ รวมทั้งพยาธิบางชนิด เช่น พยาธิ Schistosomeซึ่งอาศัยในเส้นเลือดก็กระตุ้นให้เกิดตับแข็งได้เช่นกัน
4.             ภาวะดีซ่านเรื้อรังเนื่องจากท่อน้ำดีอุดตัน ปกติแล้วน้ำดีถูกสร้างขึ้นที่ตับ และไหลลงมาสู่ลำไส้เล็กส่วนต้น โดยมาตามท่อน้ำดี ถ้ามีการอุดกั้นการไหลของน้ำดีบริเวณท่อน้ำดีจากสาเหตุใดๆก็ตาม เช่น จากนิ่วน้ำดีอุดท่อน้ำดี หรือ มีเนื้องอกอุดหรือเบียดท่อน้ำดี จนตีบตันเป็นเวลานาน น้ำดีที่ไหลย้อนกลับไปที่ตับ ก็สามารถทำลายเนื้อตับจนเป็นตับแข็งได้
5.             ภาวะหัวใจวายเรื้อรังทำให้มีเลือดคั่งที่ตับ เลือดไหลเวียนในตับลดลง เนื้อตับเกิดภาวะขาดออกซิเจนและตายลง
6.             โรคกรรมพันธุ์บางชนิดเช่น โรควิลสัน มีการสะสมของทองแดงมากในตับ ทำให้เนื้อตับอักเสบ และตาย เป็นสาเหตุให้เกิดตับแข็ง , hemochromatosis มีการสะสมของเหล็กมากในตับ , glycogen storage disease มีความบกพร่องของการใช้คาร์โบไฮเดรตบางประเภท
7.             โรคตับอักเสบจากภูมิต่อต้านตนเอง (autoimmune hepatitis ) เกิดจากความผิดปกติของระบบภูมิคุ้มกันหันมาทำลายตับตนเอง พบได้มากในชาวยุโรป แต่ประเทศไทยพบน้อย
8.             โรคตับอักเสบจากไขมัน (nonalcoholic steathepatitis) เป็นโรคที่เพิ่งพบกันเร็วๆนี้ว่า ภาวะที่มีไขมันสะสมที่ตับเป็นจำนวนมากอาจจะกระตุ้นให้เกิดการอักเสบเรื้อรังจนตับกลายเป็นตับแข็งได้ ภาวะตับมีไขมันมากนี้ อาจพบร่วมกับโรคบางโรคได้ เช่น เบาหวาน , ทุพโภชนาการ (ขาดสารอาหาร) , อ้วนกว่าปกติ , และการใช้ยาบางชนิด เช่น steroid เป็นเวลานาน

อาการของโรค
                ผู้ที่มีสภาวะของโรคตับแข็งในระยะเริ่มต้น ส่วนมากมักไม่แสดงอาการ (การตรวจเลือด จะแสดงผลให้ทราบล่วงหน้าก่อนอาการอื่น)ทั้งนี้กว่าผู้ป่วยจะรู้ตัวว่ามีอาการผิดปกติ ก็มักปรากฏว่าเป็นโรคตับแข็งในระยะท้าย
อาการโดยทั่วไป อาจสังเกตได้ ดังนี้
·       อ่อนเพลียผิดปกติ
·       เหนื่อยอ่อนโดยไม่มีสาเหตุ
·       มีความรู้สึกเบื่ออาหาร
·       มักมีอาการคลื่นไส้โดยไม่ทราบสาเหตุ
·       น้ำหนักตัวลดลงมากผิดปกติ โดยบอกสาเหตุไม่ได้
·       อาจมีอาการปวดท้อง และพร้อมกันนั้น ท้องมีขนาดใหญ่ขึ้น ( เริ่มอาการท้องมาน )
·       เกิดอาการคันผิวหนังโดยไม่ทราบสาเหตุ
·       อาจเห็นร่องรอยหลอดเลือดดำโป่งพอง บริเวณผิวหนังของท้องที่ป่องออก ( ท้องมาน )

โรคแทรกซ้อนข้างเคียงของโรคตับแข็งที่พบบ่อย ได้แก่
1.              ดีซ่าน ผิวหนังและตาขาวของผู้ป่วยจะมีสีเหลือง เนื่องจากตับไม่สามารถขับสีน้ำดี (bilirubin) ออกจากร่างกายทางน้ำดีได้ดีพอ
2.             อาการคัน มักพบในรายที่มีดีซ่าน เนื่องจากสารในน้ำดีที่คั่ง ไปกระตุ้นปลายประสาท (ที่รับความรู้สึกชนิดคัน) ที่ผิวหนัง
3.             อาการท้องมาน และบวมขา เป็นผลจากตับสูญเสียความสามารถในการสร้างโปรตีนชนิด อัลบูมิน (โปรตีนไข่ขาว) ทำหน้าที่อุ้มน้ำและเกลือไว้ในหลอดเลือด ดังนั้นเมื่อมีระดับต่ำลงก็จะเกิดภาวะขาบวมและท้องมาน เนื่องจากมีน้ำและเกลือรั่วออกจากเส้นเลือดไปสะสมใต้ผิวหนังและในช่องท้อง
4.             พรายย้ำ จ้ำเขียว ตามผิวหนัง เกิดจากการที่ตับสร้างโปรตีนที่จำเป็นสำหรับการแข็งตัวของเลือดลดลง ทำให้เลือด แข็งตัวยาก เกิดเลือดออกจากใต้ผิวหนังได้ง่าย
5.             อาการซึมจากสารพิษคั่ง  ในรายที่ตับเสียหน้าที่ไปมาก ไม่สามารถจะขจัดสารพิษออกจากโลหิตตามปกติได้ ก็จะเกิดสารพิษคั่งค้างในเลือดและในสมอง ทำให้ผู้ป่วยซึมลง ความทรงจำเสื่อม ขาดสมาธิ และอาจเป็นมากจนไม่รู้สึกตัวจนถึงแก่กรรมได้
6.             ภาวะความดันสูงในระบบหลอดเลือดดำของตับ ( portal hypertension )ปกติแล้วเลือดจากลำไส้และม้ามจะไหลเข้าสู่ตับโดยผ่านทางเส้นเลือดดำ ที่เรียกว่า portal vein สภาวะตับแข็งที่มีพังผืดเบียดหลอดเลือดภายในตับ เลือดไหลไม่สะดวกเกิดภาวะความดันสูงในระบบหลอดเลือดดำของตับ ซึ่งเป็นผลให้หลอดเลือดดำบริเวณหลอดอาหารและกระเพาะอาหารขยายตัววออก จนกลายเป็นหลอดเลือดดำขอด ซึ่งมีผนังบางและแตกรั่วง่าย ในกรณีที่ความดันภายในหลอดเลือดสูงมาก
เกิดภาวะตกเลือดในหลอดอาหาร หรือกระเพาะอาหาร ผู้ป่วยจะถ่ายอุจจาระดำเหลว และอาเจียนเป็นเลือด เลือดอาจออกมากจนถึงอันตรายต่อชีวิตได้
7.             โรคติดเชื้อ ผู้ป่วยโรคตับแข็งมักมีโอกาสติดเชื้อและเป็นโรคง่ายกว่าคนปกติ เพราะภูมิคุ้มกันต่ำ (โปรตีนที่เป็นองค์ประกอบของภูมิคุ้มกันบางประเภท สร้างที่ตับ) ตำแหน่งที่พบการติดเชื้อบ่อย คือ ภายในช่องท้องของอาการท้องมาน , ผิวหนัง  , ทางเดินปัสสาวะ
8.             ภาวะไวต่อการเกิดพิษจากยา เนื่องจากตับทำหน้าที่กรองยาออกจากเลือดน้อยลง ทำให้ยามีฤทธิ์อยู่นานขึ้น และอาจสะสมในร่างกายจนถึงระดับที่เป็นพิษได้

การตรวจวินิจฉัยสภาวะของโรคตับแข็ง
1.            การซักถามประวัติ
2.            แพทย์อาจใช้วิธีคลำตับ เพื่อสังเกตขนาดของตับ , อาการท้องมาน โดยอาจใช้เครื่องช่วยฟัง
 (stethoscope) ฟังเสียงการเคลื่อนไหวของของเหลวในช่องท้อง
3.             เจาะเลือดตรวจเฉพาะค่าที่เกี่ยวข้อง
4.             ตรวจด้วยเครื่องมือพิเศษ เช่น
·       ภาพสะท้อนจากเครื่องเสียงความถี่สูง ( ultrasound )
·       ภาพสะท้อนคลื่นแม่เหล็ก ( magnetic resonance imaging, MRI )
·       ภาพจากเครื่องเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ ( computerized tomography , CT )
5.             ในกรณีจำเป็น แพทย์อาจใช้วิธีเจาะและสอดกล้องส่อง ( laparoscope )ผ่านเข้าทางหน้าท้อง
6.             การใช้เครื่องมือซึ่งเป็นเข็มเจาะสอดเข้าไป นำเอา ชิ้นเนื้อตับ ( liver biopsy needle ) ออกมาตรวจทางพยาธิวิทยา วิธีนี้จะช่วยให้สามารถวินิจฉัยชี้ขาดได้

วิธีการป้องกัน
1.             หลีกเลี่ยงการดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ในปริมาณมาก  หากตรวจพบว่าเป็นพาหะของเชื้อไวรัสตับอักเสบบีหรือซี ห้ามดื่มโดยเด็ดขาด
2.             ฉีดวัคซีนป้องกันตับอักเสบ จากไวรัสบี  ซึ่งนิยมฉีดตั้งแต่แรกเกิด

3.             ระมัดระวังการใช้ยาที่มีพิษต่อตับ



โรคตับวาย (Liver failure)

โรคตับวาย (Liver failure)
                โรคตับวาย  เป็นโรคซึ่งเกิดจากมีเหตุปัจจัยร้ายแรง ที่มากระทำให้เนื้อเยื่อตับส่วนใหญ่เกิดความเสียหายจนเกินกว่าที่ตับจะซ่อมแซมตนเองได้ จึงทำให้ตับใกล้หมดสมรรถภาพที่จะทำหน้าที่ของตับได้  โดยสาเหตุที่ทำให้เซลล์ตับบาดเจ็บเสียหาย มีได้หลายสาเหตุ ที่พบได้บ่อย คือ  
-          โรคตับแข็ง
-          พิษของสุรา
-          ตับติดเชื่อ เช่น โรคไวรัสตับอักเสบ
-          จากพิษในอาหาร เช่น ในเห็ดบางชนิด หรือสมุนไพรบางชนิด
-          จากร่างกายได้รับพิษของโลหะหนัก จากการปนเปื้อนในน้ำดื่ม หรือในอาหาร เช่น ตะกั่ว และทองแดง
-          จากพิษของยา ที่พบได้บ่อย คือ กินยาแก้ปวดพาราเซตามอล (Paracetamol) เกินขนาด หรือการแพ้ยาแอสไพริน ในเด็กที่มีไข้จากการติดเชื้อไวรัส เช่น ในโรคหัด
-          ใช้ยาเสพติดเกินขนาด เช่น โคเคน
-          จากโรคมะเร็งตับ หรือโรคมะเร็งชนิดต่างๆที่แพร่กระจายมาตับ
-          จากโรคออโตอิมมูน/โรคภูมิต้านตนเองระยะรุนแรง
-           ประมาณ 10-15% ของผู้ป่วย แพทย์หาสาเหตุไม่ได้

อาการทั่วไปของโรคตับวาย
                ลำดับขั้นตอนการเกิดโรคตับวาย (Hepatic Failure  Consequences) ที่เผยแพร่โดยมหาวิทยาลัยทัฟท์มีสาระโดยสรุป เรียงลำดับตามอาการดังนี้
1.             เริ่มต้นจากอาการดีซ่าน (jaundice)
2.             ต่อมาปรากฏกลิ่นอับทางลมหายใจ  และปัสสาวะ (musty ordor of  breath and urine)
3.             เริ่มอาการทางสมอง (encephalopathy) ซึ่งสถาบันแห่งชาติด้านโรคประสาทและโรคลมเหตุหลอดเลือดสมอง (Nation Institute of Neurological disorders and Stroke) ของสหรัฐอเมริกา  ได้อธิบายความหมายของคำว่า อาการทางสมอง หรือ encephalopathy ว่า หมายถึง
- ความจำเสื่อมที่ค่อยๆเลวร้ายลงมากขึ้น
- ความระลึกได้หมายรู้ ( cognitive ability) ก็ค่อยๆเสื่อมทรามลง
- บุคลิกภาพลักษณะส่วนตัวเริ่มเปลี่ยนแปลงไป
- สภาพจิตเริ่มขาดสมาธิ
- ปรากฏอาการเซื่องซึมมากกว่าปกติ
4.             เรื่มปรากฏอาการของสภาวะไตวาย (renal failure)
5.             เมื่อเกิดบาดแผล  ระยะเวลาการเกิดลิ่มเลือดเพื่อให้เลือดหยุดไหลเริ่มช้านานมากขึ้น  เนื่องจากตับเริ่มผลิตสารสร้างลิ่มเลือด ( coagulation factors) ไม่ได้ในระดับที่เคยทำ
6.             ฝ่ามือ มักมีสีแดงมากกว่าปกติ (palmar erythema)
7.             บริเวณผิวหนังที่อ่อนและบาง มักเริ่มปรากฏรอยผื่นแดงคล้ายกับขาแมงมุม (spider angiomas)
8.             หากเป็นผู้ชาย จะตอบคำถามตนเองไม่ได้ว่า เหตุใดจึงเริ่มปรากฏอาการเต้านมโตขึ้นผิดปกติ
9.             ลูกอัณฑะ  เริ่มฝ่อเล็กลง (testicular atrophy)
10.      น้ำหนักตัวลดลงผิดสังเกตอย่างไร้เหตุผล
11.      กล้ามเนื้อ (แขน, ขา) ค่อยๆลีบ  เล็กลง
12.      มักมีอาการคันจนเกิดผื่น (pruritis) ขึ้นอย่างง่ายดาย
13.      เนื่องจากน้ำดีที่ตับที่ผ่านไปสู่ลำไส้เล็ก น้อยลง (ด้วยสาเหตุตับหมดประสิทธิภาพในการผลิต  หรือผลิตได้บ้าง  แต่ไหลผ่านท่อน้ำดีไม่ได้) จึงทำให้การย่อยอาหารไม่ได้ผล นำไปสู่ภาวะที่ร่างกายดูดซึมสารอาหารไม่ได้ (malabsorption)
14.      ตับเรื่มสร้างสารโปรตีนสำหรับใช้ในเลือดที่เรียกว่า อัลบูมิน  ได้น้อยลง (hypoalbuminemia)
15.      ทั้งๆ  ที่มีการควบคุมอาหาร  ก็ยังเกิดภาวะคอเลสเตอรอล   มีระดับสูงขึ้นผิดปกติ(hypercholesterolemia)   เนื่องจากตับหมดสมรรถภาพในการผลิตน้ำดี   โดยใช้วัตถุดิบ   คือ คอเลสเตอรอล   จึงทำให้เหลือคอเลสเตอรอลคับคั่งอยู่ในกระแสเลือดจนมีระดับสูงขึ้นอย่างผิดปกติ
16.      เริ่มเกิดสภาวะของโรคโลหิตจาง (anemia) อันเนื่องมาจากตับผลิตโปรตีนรวมส่งให้เลือด (Total protein) ได้ลดน้อยลงมาก ทำให้ไขกระดูกขาดโปรตีนที่จะใช้สร้างฮีโมโกลบิน (hemoglobin) เพื่อการผลิตเม็ดเลือดแดง 

4.การแบ่งประเภทของโรคตับวายและสาเหตุของโรค
      ข้อมูลโดยทั่วไป  จะใช้ระยะเวลานับตั้งแต่เริ่มต้นเกิดอาการของโรคตับวายไปจนถึงเวลาวิกฤติ  รวมทั้งความร้ายแรงของโรค  เป็นเกณฑ์แบ่งประเภทของโรคตับวาย
      ทั้งนี้  มักนิยมแบ่งออกเป็น 2 ประเภท  พร้อมด้วยสาเหตุในแต่ละประเภทดังนี้
ก.       โรคตับวายเฉียบพลัน
1.ชื่ออื่น
ก. Acute  liver failure (ALF)
ข.Fulminant hepatic failure (FHF)
ค.Sudden  hepatic  failure
                2.ปัจจัยที่ใช้พิจารณาว่าเฉียบพลัน
                                ก.โดยข้อมูลสำคัญ  หากพบว่า
      1.ตับปราศจากสมรรถภาพการสร้างลิ่มเลือด (coagulopathy)ย่อมแสดงว่า  ตับทำหน้าที่อย่างอื่นไม่ได้แล้วเช่นกัน
                                                2.สภาพจิตและสมองของผู้ป่วยเริ่มเสื่อมถอยลง  หรือตกต่ำลงอย่างเห็นได้ชัด
                                ข.ผู้ป่วยมีอาการทรุดหนักในระยะเวลา 48 ชั่วโมง นับตั้งแต่เริ่มมีอาการ
                3.สาเหตุที่อาจก่อให้เกิดโรคตับวายเฉียบพลัน
                              ก. การกินยา Acetaminophen (พาราเซตามอล) เกินขนาด
                              ข. การอักเสบของตับจากการโจมตีของไวรัสสำคัญตัวใดตัวหนึ่งใน 3 ตัว คือ
                                                1. Hepatitis A virus
                                                2.Hepatitis B virus
                                                3.Hepatitis C virus
                              ค. ปฏิกิริยาจากการกินยารักษาโรคอื่น  แม้แต่ยาตามใบสั่งยาโดยแพทย์ที่ท่านสั่งรักษาโรคอื่นอย่างถูกต้อง  หรือการกินสมุนไพรรักษาโรคอื่นโดยปฏิกิริยานั้น ก็อาจเป็นสาเหตุทำให้เกิดสภาวะของโรคตับวายเฉียบพลันขึ้นได้
                               ง. อาจกินอาหารบางอย่างที่เป็นพิษ เช่น เห็ดมีพิษ ปลาปักเป้า ผักหวานป่าบางพันธุ์ หรือสารพิษ ยาฆ่าแมลง สารเคมี ฯลฯ
                ข.โรคตับวายเรื้อรัง
                                1.ชื่ออื่น
                                                ก.Choronic liver failure
                                                . Choronic hepatic failure
                                2.ปัจจัยที่อาจใช้ช่วยพิจารณาว่าเป็นโรคตับวายเรื้อรังหรือไม่
                                                คือ ระยะเวลาภายหลังที่ทราบว่าตับได้เกิดโรคใดโรคหนึ่งขึ้นก่อนแล้ว ต่อมาภายในระยะเวลาประมาณ 8 – 26 สัปดาห์นับแต่นั้นได้ปรากฏ อาการของโรคทางสมองเนื่องมาจากตับ (hepatic encephalopathy) เพิ่มเติมขึ้นมาชัดเจนขึ้น ในการนี้จะถือว่า ผู้ป่วยได้ตกอยู่ในสภาวะ “Subfulminant hepatic failure” (สภาวะใกล้ตับวายเฉียบพลัน) ซึ่งเทียบเท่ากับchronic hepatic failure
   3.สาเหตุที่อาจก่อให้เกิดโรคตับวายเรื้อรัง
                                                ก.จากการโจมตีของไวรัสตับอักเสบ B (Hepatitis B virus)
                                                ข.จากการโจมตีของไวรัสตับอักเสบ C (Hepatitis C virus)
                                                ค.จากการดื่มแอลกอฮอล์อย่างหนักต่อเนื่องตลอดมาช้านาน
                                                ง.จากโรคตับแข็ง
                                                จ.จากโรคชนิดหนึ่งที่ร่างกายเก็บสะสมธาตุเหล็ก ไว้มากเกินความจำเป็น ในทาง         การแพทย์ท่านจะเรียกชื่อโรคนี้ว่าเฮโมโครมาโตซิส
                                                ฉ.จากสภาวะทุโภชนาการ (Malnutrition) หรือการกินอาหารน้อยมากผิดปกติ หรือกินอาหารไม่ครบหมู่
                                                ไวรัสตับอักเสบ B และ Cนั้น นับเป็นสาเหตุสำคัญที่อาจก่อให้เกิดโรคตับวาย ได้ทั้งประเภท ตับวายเฉียบพลัน และตับวายเรื้อรัง
                                                แต่ไวรัสตับอักเสบ A (Hepatitis A virus) นั้นแตกต่างออกไปจากชนิด  B และ C เนื่องจากมันอาจก่อให้เกิดโรคตับวายประเภทเฉียบพลันได้เพียงประเภทเดียวเท่านั้น

     4.การตรวจวินิจฉัยและการเยียวยารักษา
                                ข้อนี้เป็นหน้าที่และบทบาทของแพทย์โดยตรง
                                1. การตรวจทางกายภาพต่อตัวผู้ป่วย เพื่อตรวจดูอาการดีซ่าน ท้องมาน ตับโต ซักถามอาการคลื่นไส้ อาการทางสมอง ความจำ ฯลฯ
                                2. อาจสั่งให้มีการตรวจเลือดเพื่อทราบสภาวะการทำงานของตับ
                                3. อาจมีการใช้เครื่องมือแพทย์ที่ทันสมัยอื่น เพื่อตรวจดูสภาพที่แท้จริงของตับ

                                4.อาจมีการสั่งให้ยาและใช้เครื่องมือแพทย์บางอย่างเพื่อช่วยเหลือผู้ป่วย เช่น อาจเจาะเอาของเหลวออกจากช่องท้อง ที่กำลังเกิดสภาวะท้องมานอยู่